รายการ : ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก
สนาม : คิง โบดวง สเตเดี้ยม
เวลา : 01.45 น.
ราคาก่อนเกม : ฝรั่งเศส ต่อ 0.5
เกม เบลเยียม พบ ฝรั่งเศส รอบนี้มีรายละเอียดให้แกะมากกว่าการมองชื่อชั้นของสองทีม เพราะทั้งคู่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านพร้อมกัน เบลเยียมเริ่มต้นยุคของ มาร์ค ฟาน บอมเมล ได้ดีด้วยชัยชนะเหนืออิตาลี ขณะที่ฝรั่งเศสก็เพิ่งเข้าสู่ยุคของ ซีเนอดีน ซีดาน และเปิดตัวด้วยการบุกชนะตุรกี
ประเด็นสำคัญคือทั้งสองฝั่งไม่ได้มาด้วยสภาพทีมสมบูรณ์ เบลเยียมไม่มี เลอันโดร ทรอสซาร์ ส่วนฝรั่งเศสเสีย คิเลียน เอ็มบัปเป้ ซึ่งมีผลต่อวิธีเล่นเกมรุกโดยตรง
สำหรับผม ถ้าจะ วิเคราะห์บอล เนชั่นส์ ลีก คู่นี้ให้ถึงแก่น ต้องมองให้ลึกกว่าคำว่า “ฝรั่งเศสชื่อชั้นดีกว่า” เพราะการไม่มีเอ็มบัปเป้ทำให้จังหวะโจมตีด้านหลังแนวรับเปลี่ยนไป ขณะที่เบลเยียมเองกำลังสร้างเกมชุดใหม่โดยมี เควิน เดอ บรอยน์ เป็นศูนย์กลาง
นี่จึงเป็น คู่บอล ที่น่าจะวัดกันตรงการควบคุมพื้นที่ระหว่างไลน์มากกว่าการครองบอลเพียงอย่างเดียว
เฮดทูเฮด ฝรั่งเศสข่มชัด และชนะเบลเยียมมา 5 นัดติด
- 15/10/24 เบลเยียม แพ้ ฝรั่งเศส 1-2
- 10/09/24 ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 2-0
- 01/07/24 ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 1-0
- 08/10/21 เบลเยียม แพ้ ฝรั่งเศส 2-3
- 11/07/18 ฝรั่งเศส ชนะ เบลเยียม 1-0
- 08/06/15 ฝรั่งเศส แพ้ เบลเยียม 3-4
- 15/08/13 เบลเยียม เสมอ ฝรั่งเศส 0-0
- 16/11/11 ฝรั่งเศส เสมอ เบลเยียม 0-0
- 19/02/04 เบลเยียม แพ้ ฝรั่งเศส 0-2
- 19/05/02 ฝรั่งเศส แพ้ เบลเยียม 1-2
จุดที่เด่นที่สุดคือ ฝรั่งเศสชนะเบลเยียมตลอด 5 ครั้งหลังสุด และสี่เกมในนั้นเสียไม่เกินหนึ่งประตู
เมื่อมองจาก สกอร์บอล จะเห็นว่าฝรั่งเศสไม่ได้จำเป็นต้องชนะด้วยเกมรุกถล่มทลายเสมอไป หลายครั้งพวกเขาใช้คุณภาพในช่วงสำคัญตัดสินเกม เช่น 1-0 หรือ 2-0
อย่างไรก็ตาม เฮดทูเฮดไม่ได้ควรนำมาตัดสินเกมนี้ตรง ๆ เพราะทั้งสองทีมเปลี่ยนกุนซือและองค์ประกอบหลายตำแหน่งแล้ว หากจะ วิเคราะห์ผลบอล รอบนี้ ฟอร์มปัจจุบันกับวิธีที่แต่ละทีมปรับหลังขาดผู้เล่นสำคัญมีน้ำหนักมากกว่า
ฟอร์มเนชั่นส์ ลีก : เบลเยียมเพิ่งคืนความมั่นใจ ฝรั่งเศสยังรักษามาตรฐานเกมเยือนได้ดี
เบลเยียม
- 26/09/26 ชนะ อิตาลี 2-0
- 24/03/25 ชนะ ยูเครน 3-0
- 21/03/25 แพ้ ยูเครน 1-3
- 18/11/24 แพ้ อิสราเอล 0-1
- 15/11/24 แพ้ อิตาลี 0-1
- 15/10/24 แพ้ ฝรั่งเศส 1-2
ชัยชนะเหนืออิตาลี 2-0 มีความหมายมากกว่าแค่สามแต้ม เพราะมันเป็นการเริ่มต้นยุคฟาน บอมเมล และช่วยหยุดช่วงที่เบลเยียมแพ้ในรายการนี้บ่อยเกินไป
สิ่งที่ผมชอบจากภาพล่าสุดคือทีมไม่ได้พยายามเร่งเกมทุกจังหวะ แต่เลือกช่วงเวลาเข้าทำมากขึ้น ขณะเดียวกันการเก็บคลีนชีตได้ก็ช่วยลดความกดดันให้แนวรับ
ฝรั่งเศส
- 26/09/26 ชนะ ตุรกี 1-0
- 08/06/25 ชนะ เยอรมัน 2-0
- 06/06/25 แพ้ สเปน 4-5
- 24/03/25 ชนะ โครเอเชีย 2-0
- 21/03/25 แพ้ โครเอเชีย 0-2
- 18/11/24 ชนะ อิตาลี 3-1
ฝรั่งเศสยังมีภาพของทีมที่คุมผลการแข่งขันได้ดี แม้ไม่ได้เล่นเหนือคู่แข่งทุกช่วง
เกมล่าสุดกับตุรกีเป็นตัวอย่างชัด ฝรั่งเศสครองบอล 64% แต่มี xG เพียง 1.17 ต่ำกว่าตุรกีที่ 1.21 เล็กน้อย นั่นบอกว่าการมีบอลมากไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสร้างโอกาสคุณภาพสูงได้ต่อเนื่อง
ตรงนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของ วิเคราะห์บอลเนชั่นส์ลีก รอบนี้ เพราะเมื่อไม่มีเอ็มบัปเป้ ฝรั่งเศสต้องหาวิธีสร้างความอันตรายในพื้นที่สุดท้ายด้วยรูปแบบอื่น
ฟอร์ม 6 นัดหลัง เบลเยียมมีเกมรุกดีขึ้น ส่วนฝรั่งเศสยังมีช่วงแกว่ง
เบลเยียม
- 29/09/26 ชนะ อิตาลี 2-0
- 11/07/26 แพ้ สเปน 1-2
- 07/07/26 ชนะ สหรัฐฯ 4-1
- 02/07/26 เสมอ เซเนกัล 2-2
- 27/06/26 ชนะ นิวซีแลนด์ 5-1
- 22/06/26 เสมอ อิหร่าน 0-0
เบลเยียมชนะ 3 จาก 6 นัด และยิงได้ถึง 14 ประตู ตัวเลขนี้สะท้อนว่าทีมยังมีคุณภาพในพื้นที่สุดท้าย โดยเฉพาะเมื่อเจอคู่แข่งที่เปิดพื้นที่ให้เล่น
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือเกมกับอิตาลี เพราะเป็นเกมที่เบลเยียมแสดงให้เห็นว่าสามารถควบคุมการแข่งขันโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเกมเปิดแลก
ในมุม ข่าวกีฬา นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับทีมซึ่งกำลังเริ่มต้นกับกุนซือใหม่
ฝรั่งเศส
- 26/09/26 ชนะ ตุรกี 1-0
- 19/07/26 แพ้ อังกฤษ 4-6
- 15/07/26 แพ้ สเปน 0-2
- 10/07/26 ชนะ โมร็อกโก 2-0
- 05/07/26 ชนะ ปารากวัย 1-0
- 01/07/26 ชนะ สวีเดน 3-0
ฝรั่งเศสชนะ 4 จาก 6 เกม แต่สองนัดที่แพ้อังกฤษกับสเปนก็แสดงให้เห็นว่าแนวรับยังมีช่วงเสียสมดุลเมื่อเจอคู่แข่งที่เปลี่ยนจังหวะได้เร็ว
สิ่งที่ยังเป็นข้อดีคือทีมสามารถเล่นเกมเยือนได้แข็งแรง โดยข้อมูลก่อนเกมระบุว่า 9 นัดเยือนหลังสุด ชนะ 8 เสมอ 1
เพราะฉะนั้นในการ วิเคราะห์บอลวันนี้ ฝรั่งเศสยังมีพื้นฐานของทีมที่สามารถจัดการเกมนอกบ้านได้ แต่การแข่งขันครั้งนี้ต่างจากหลายเกมก่อนตรงที่ไม่มีเอ็มบัปเป้ให้ใช้เป็นทางออกเวลาเกมติดขัด
ความพร้อม เบลเยียม : ไม่มีทรอสซาร์ แต่แนวรุกยังมีเดอ บรอยน์เป็นศูนย์กลาง
ข่าวสำคัญของเบลเยียมคือ เลอันโดร ทรอสซาร์ ยังไม่พร้อม หลังอยู่ระหว่างฟื้นฟูอาการบาดเจ็บบริเวณส้นเท้า
มิก้า ก็อดต์ส มีโอกาสลงเล่นฝั่งซ้าย โดยแนวรุกสามคนด้านหลัง ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเร่ จะประกอบด้วย ดีเอโก้ โมไรร่า, เควิน เดอ บรอยน์ และก็อดต์ส
สำหรับผม จุดที่น่าสนใจที่สุดคือบทบาทของเดอ บรอยน์
ถ้าเขาสามารถรับบอลระหว่างกองกลางกับแนวรับฝรั่งเศสได้บ่อย เบลเยียมจะมีทั้งบอลแทงเข้าเขตโทษและการเปลี่ยนแกนออกด้านข้างทันที
แนวรับคาดว่า นาธาน เอ็นกอย จะจับคู่กับ แบรนดอน เมเคเล่ โดยมี ทิโมธี คาสตาน กับ แม็กซิม เดอ คุยเปอร์ ประจำการสองฝั่ง
11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม เบลเยียม
ระบบ 4-2-3-1
เซนเน่อ ลัมเมนส์ – ทิโมธี คาสตาน, นาธาน เอ็นกอย, แบรนดอน เมเคเล่, แม็กซิม เดอ คุยเปอร์ – นิโคลัส รัสกิ้น, ยูริ ทีเลอม็องส์ – ดีเอโก้ โมไรร่า, เควิน เดอ บรอยน์, มิก้า ก็อดต์ส – ชาร์ลส์ เดอ เคเตลาเร่
ความพร้อม ฝรั่งเศส : ไม่มีเอ็มบัปเป้ เดมเบเล่ต้องเปลี่ยนบทบาท
ประเด็นใหญ่ที่สุดใน ข่าวฟุตบอล ฝั่งฝรั่งเศสคือการขาด คิเลียน เอ็มบัปเป้ หลังได้รับบาดเจ็บหัวเข่าจากเกมกับตุรกี
คาดว่า อุสมัน เดมเบเล่ จะถูกขยับมาเล่นกองหน้าตัวกลาง โดยมี ไมเคิล โอลิเซ่ และ เดซิเร่ ดูเอ้ ขนาบสองฝั่ง
นี่ทำให้วิธีโจมตีของฝรั่งเศสเปลี่ยนพอสมควร
เอ็มบัปเป้เป็นผู้เล่นที่สามารถบังคับแนวรับให้ถอยเพียงเพราะการวิ่งโจมตีพื้นที่ด้านหลัง แต่เดมเบเล่มีธรรมชาติที่ชอบขยับออกจากตำแหน่งและรับบอลมากกว่า
ดังนั้นฝรั่งเศสอาจไม่ได้มีหน้าเป้าที่ยืนกดเซ็นเตอร์ตลอดเวลา แต่แลกมาด้วยการหมุนตำแหน่งที่ยากต่อการประกบ
แดนกลางมี มานู โกเน่ กับ อาเดรียน ราบิโอต์ เป็นแกน ขณะที่ รายาน แชร์กกี รับบทสร้างสรรค์เกมจากด้านใน
11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม ฝรั่งเศส
ระบบ 4-3-3
ไมค์ เมญ็อง – ชูลส์ กุนเด้, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่, มักซ็องซ์ ลาครัวซ์, อาเดรียน ทรุฟแฟร์ – รายาน แชร์กกี, มานู โกเน่, อาเดรียน ราบิโอต์ – ไมเคิล โอลิเซ่, อุสมัน เดมเบเล่, เดซิเร่ ดูเอ้
เบลเยียม พบ ฝรั่งเศส : เกมนี้จะวัดกันตรงไหน?
เมื่อวาง 4-2-3-1 ของเบลเยียม เจอกับ 4-3-3 ของฝรั่งเศส ผมมองว่าสามพื้นที่ต่อไปนี้จะเป็นตัวกำหนดรูปเกม
1. เบลเยียมต้องส่งบอลถึงเดอ บรอยน์ระหว่างไลน์
หัวใจของเกมรุกเจ้าบ้านอยู่ที่การทำให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้หันหน้าเข้าหาประตู
ถ้าเขาต้องลงต่ำมารับบอลใกล้ รัสกิ้น และทีเลอม็องส์ตลอดเวลา ฝรั่งเศสจะป้องกันง่ายขึ้น เพราะแนวรับสามารถรักษาระยะโดยไม่ต้องมีใครดันออกจากตำแหน่ง
แต่ถ้าเดอ บรอยน์รับบอลหลังคู่กลางฝรั่งเศสได้เมื่อไร สถานการณ์จะเปลี่ยนทันที
เขาสามารถแทงให้ เดอ เคเตลาเร่, เปลี่ยนแกนไปหาก็อดต์ส หรือเล่นกับโมไรร่าที่ฝั่งตรงข้ามได้ทั้งหมด
2. เดมเบเล่เล่นหน้าเป้า แต่เกมรุกฝรั่งเศสอาจไม่มี “หน้าเป้า” แบบเดิม
การไม่มีเอ็มบัปเป้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อผู้เล่นหนึ่งคน
เดมเบเล่สามารถขยับต่ำ สลับฝั่ง หรือพาบอลเองได้ ทำให้เซ็นเตอร์เบลเยียมต้องตัดสินใจตลอดว่าจะตามเขาออกมาหรือรักษาพื้นที่
หากตามออกมา ช่องด้านหลังจะเปิดให้ โอลิเซ่ หรือ ดูเอ้ สอดเข้าไป
แต่ถ้าไม่ตาม ฝรั่งเศสอาจมีผู้เล่นเพิ่มตรงกลางและต่อบอลผ่านแดนสองได้ง่ายขึ้น
นี่เป็นรายละเอียดที่ผมมองว่าสำคัญมากใน วิเคราะห์ฟุตบอลวันนี้ เพราะเกมรุกฝรั่งเศสอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนตอนมีเอ็มบัปเป้ แต่ยังสร้างปัญหาด้วยการหมุนตำแหน่งได้
3. เบลเยียมต้องระวังเสียบอลตอนฟูลแบ็กขึ้นสูง
คาสตานกับเดอ คุยเปอร์มีบทบาทสำคัญกับการช่วยเกมรุก แต่การขึ้นพร้อมกันจะมีความเสี่ยง
ฝรั่งเศสมี โอลิเซ่ กับ ดูเอ้ ซึ่งสามารถโจมตีพื้นที่ทันทีหลังแย่งบอลกลับมาได้
ถ้าเบลเยียมเสียบอลโดยที่ฟูลแบ็กสองฝั่งอยู่สูง เอ็นกอยกับเมเคเล่อาจต้องป้องกันพื้นที่กว้างกว่าปกติ และตรงนี้เป็นสถานการณ์ที่ฝรั่งเศสต้องการ
จุดชี้ขาด : ใครคุมพื้นที่ระหว่างกองกลางกับแนวรับได้ดีกว่า
ผมไม่คิดว่าคู่นี้จะถูกตัดสินจากเปอร์เซ็นต์ครองบอล
เบลเยียมมีเดอ บรอยน์ ส่วนฝรั่งเศสมีแชร์กกี, โอลิเซ่ และเดมเบเล่ที่สามารถเข้ามารับบอลระหว่างไลน์ได้ทั้งหมด
ดังนั้นทีมที่ปล่อยให้คู่แข่งรับบอลในพื้นที่หน้าเซ็นเตอร์ง่ายกว่า มีโอกาสเป็นฝ่ายเสียเปรียบก่อน
อีกเรื่องคือ ประตูแรก
ทั้งสองทีมมีตัวรุกที่เหมาะกับการเล่นเมื่อมีพื้นที่ หากใครขึ้นนำก่อน ฝ่ายตามจะต้องขยับไลน์และลดความรัดกุมลงทันที เกมที่ช่วงแรกอาจดูระวังสามารถเปิดขึ้นเร็วมาก
รูปเกมที่คาด : เบลเยียมไม่ถอยรอ แต่ฝรั่งเศสพร้อมลงโทษทุกครั้งที่เสียสมดุล
ด้วยการเล่นที่คิง โบดวง สเตเดี้ยม ผมไม่คิดว่าเบลเยียมจะเลือกตั้งรับต่ำตลอดเกม
เจ้าบ้านน่าจะพยายามใช้ทีเลอม็องส์กับรัสกิ้นพาบอลผ่านแดนแรก ก่อนหาช่องให้เดอ บรอยน์รับบอลตรงกลาง แล้วค่อยกระจายออกสองข้าง
ฝรั่งเศสเองอาจไม่ได้เร่งเพรสทุกจังหวะ เพราะเกมเยือนแบบนี้การรักษาระยะสำคัญกว่า แต่ทันทีที่เบลเยียมเสียบอลในแดนกลาง ทีมของซีดานมีผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้เร็วหลายคน
จุดที่ผมจับตาคือช่วง 20-30 นาทีแรก
ถ้าเบลเยียมผ่านการเพรสและส่งบอลถึงเดอ บรอยน์ได้ เจ้าบ้านจะสร้างเกมสูสีมาก แต่ถ้าฝรั่งเศสบีบให้บอลไปจบด้านข้างและแย่งบอลกลับได้บ่อย เกมจะเริ่มเอนไปอีกทาง

เบลเยียม พบ ฝรั่งเศส : รูปเกมแบบนี้อ่าน Handicap 0.5 อย่างไร?
ถ้ายึดจากรูปเกมที่คาดไว้ ตลาดที่สัมพันธ์กับคู่นี้มากที่สุดคือ แทงบอล Handicap เพราะราคาเปิดให้ฝรั่งเศสต่อเพียง 0.5 ซึ่งกำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า คุณภาพโดยรวมของทีมเยือนมากพอจะเปลี่ยนความเหนือกว่าให้กลายเป็นชัยชนะได้หรือไม่
เบลเยียมไม่ได้อยู่ในสถานะที่เสียเปรียบแบบชัดเจน พวกเขาเพิ่งชนะอิตาลี 2-0 ได้เล่นในบ้าน และมี เควิน เดอ บรอยน์ เป็นศูนย์กลางในการสร้างเกม ขณะที่ฝรั่งเศสแม้มีคุณภาพผู้เล่นสูงกว่าในหลายตำแหน่ง แต่ต้องเล่นโดยไม่มี คิเลียน เอ็มบัปเป้ ซึ่งเป็นคนที่ช่วยเปลี่ยนจังหวะธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสจบสกอร์ได้ทันที
เพราะฉะนั้น เวลาอ่าน ราคาแทงบอล ของคู่นี้ ผมมองว่าตัวเลข 0.5 ค่อนข้างตรงกับภาพในสนาม มันไม่ได้บอกว่าฝรั่งเศสเหนือกว่าแบบขาด แต่กำลังให้เครดิตกับความลึกของขุมกำลัง สถิติเกมเยือน และเฮดทูเฮดที่ดีกว่า
Handicap 0.5 ต้องดูว่าฝรั่งเศสสร้างความต่างโดยไม่มีเอ็มบัปเป้ได้หรือไม่
จุดสำคัญของ แทงบอลแฮนดิแคป คู่นี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าฝรั่งเศสจะครองบอลมากกว่าหรือไม่ แต่คือจะสร้างโอกาสที่มีคุณภาพมากพอหรือเปล่า
เกมกับตุรกีเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ฝรั่งเศสครองบอลถึง 64% แต่ xG อยู่ที่ 1.17 ซึ่งไม่ได้สูงกว่าคู่แข่ง นั่นสะท้อนว่าการมีบอลมากยังไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเปลี่ยนเป็นโอกาสอันตรายได้ต่อเนื่อง
การไม่มีเอ็มบัปเป้ยิ่งทำให้คำถามนี้ชัดขึ้น
อุสมัน เดมเบเล่ สามารถเคลื่อนที่และสร้างความปั่นป่วนได้ดี แต่ธรรมชาติของเขาต่างจากเอ็มบัปเป้ ถ้าเดมเบเล่ถอยลงมารับบอลบ่อย ฝรั่งเศสต้องมี โอลิเซ่, ดูเอ้ หรือแชร์กกี สอดขึ้นไปโจมตีพื้นที่แทน ไม่อย่างนั้นเกมอาจมีการต่อบอลสวยแต่ขาดคนเข้าไปกดแนวรับเบลเยียม
ฝั่งเจ้าบ้านก็มีเงื่อนไขของตัวเอง ถ้าเดอ บรอยน์สามารถรับบอลระหว่างไลน์ได้บ่อย เบลเยียมจะสามารถพาบอลเข้าใกล้กรอบเขตโทษและลดแรงกดดันจากทีมเยือนได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกมสูสีกว่าที่ชื่อชั้นของสองทีมบอก
ดังนั้น หากมอง แทงบอล Handicap 0.5 ในเชิงวิเคราะห์ รูปเกมจะขึ้นอยู่กับสองเรื่องหลัก คือ ฝรั่งเศสจะสร้างความอันตรายโดยไม่มีเอ็มบัปเป้ได้แค่ไหน และเบลเยียมจะส่งบอลถึงเดอ บรอยน์ได้บ่อยเพียงใด
สรุปจากรูปเกม เบลเยียม พบ ฝรั่งเศส
ภาพรวมเป็นเกมที่ฝรั่งเศสมีความได้เปรียบจากคุณภาพและสถิติการเจอกัน แต่ความต่างไม่ได้กว้างอย่างที่ชื่อชั้นอาจทำให้รู้สึก
เบลเยียมเพิ่งเริ่มยุคฟาน บอมเมลด้วยชัยชนะ 2-0 และไม่แพ้เกมเหย้ามา 9 นัดติดต่อกัน ขณะที่ฝรั่งเศสเองแข็งแรงมากในเกมนอกบ้าน โดย 9 นัดเยือนหลังสุดชนะ 8 เสมอ 1
จุดที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจคือทั้งสองทีมกำลังปรับเกมรุก
เบลเยียมไม่มีทรอสซาร์ ส่วนฝรั่งเศสไม่มีเอ็มบัปเป้ จึงต้องหาวิธีสร้างประตูด้วยโครงสร้างที่ต่างจากเดิม
สามรายละเอียดที่ผมมองว่าจะกำหนดทิศทางมากที่สุดคือ เบลเยียมจะส่งบอลถึงเดอ บรอยน์ได้บ่อยแค่ไหน, แนวรับเจ้าบ้านจะรับมือการเคลื่อนที่ของเดมเบเล่แบบไม่มีตำแหน่งตายตัวอย่างไร และใครได้ประตูแรก
ถ้าฝรั่งเศสปิดเดอ บรอยน์ได้ เกมของเบลเยียมจะเสียทางเชื่อมสำคัญ แต่ถ้าเจ้าบ้านสามารถพาบอลข้ามการเพรสและเล่นหลังแดนกลางฝรั่งเศสได้ เกมนี้มีโอกาสสูสีไปจนถึงช่วงท้าย
มุมมองก่อนเกม : ฝรั่งเศสยังมีความลึกกว่า แต่เกมนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนเฮดทูเฮดบอก
เบลเยียมกำลังมีโมเมนตัมที่ดี หลังเปิดยุคใหม่ด้วยชัยชนะเหนืออิตาลี 2-0 และได้กลับมาเล่นต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง
ฝรั่งเศสมีสถิติพบกันเหนือกว่าชัดเจน รวมถึงเกมเยือนที่แข็งแรง แต่ผมคิดว่าการไม่มีเอ็มบัปเป้ทำให้เกมนี้ต้องใช้ความอดทนมากขึ้น
เดมเบเล่, โอลิเซ่ และดูเอ้ยังมีคุณภาพมากพอสร้างปัญหา แต่รูปแบบจะเปลี่ยนจากการโจมตีพื้นที่ด้านหลังแบบตรง ๆ มาเป็นการเคลื่อนตำแหน่งและพยายามสร้างความได้เปรียบเชิงจำนวนมากกว่าเดิม
สำหรับ ทรรศนะบอลคู่ นี้ ผมจึงให้น้ำหนักกับแดนกลางและประสิทธิภาพจังหวะสุดท้ายมากกว่าสถิติย้อนหลังเพียงอย่างเดียว
จุดที่ต้องจับตา : เบลเยียมจะส่งบอลถึง เควิน เดอ บรอยน์ ระหว่างไลน์ได้มากแค่ไหน
คีย์แมน เบลเยียม : เควิน เดอ บรอยน์
คีย์แมน ฝรั่งเศส : อุสมัน เดมเบเล่
จุดเปลี่ยนของเกม : ประตูแรก เพราะฝ่ายตามจะต้องเปิดพื้นที่มากขึ้น
แนวโน้มรูปเกม : เบลเยียมพยายามใช้เดอ บรอยน์เชื่อมเกม ขณะที่ฝรั่งเศสรอใช้การเคลื่อนที่ของแนวรุกเล่นงานพื้นที่หลังฟูลแบ็ก
คาดการณ์ผลการแข่งขัน : เบลเยียม 1-2 ฝรั่งเศส
ราคาก่อนเกม : ฝรั่งเศส ต่อ 0.5